Saturday, October 11, 2008

ปลาเทวดา

ปลาเทวดา

ชื่ออังกฤษ Angel fish

ชื่อไทย ปลาเทวดา

ประวัติที่อยู่อาศัย ทวีปอเมริกาใต้ ลุมแม่น้ำอเมซอน

รูปร่างลักษณะ เป็นปลาที่ข้อนข้างแบน ครีบหลังเป็นกระโดงสูงอยู่ค่อนไปทางด้านหาง ครีบหลังบานเป็นแพใหญ่ รูปทรงปลาเทวดาเป็น รูปสามเหลี่ยมมุมฉาก

อุปนิสัย ที่รักสงบ ชอบอยู่นิ่งๆแต่ ในบางครั้งปลาเทวดาก็มีนิสัยก้าวร้าว หวาดระแวง และขี้ตื่นตกใจ

การเลี้ยงดู ปลาเทวดาเป็นปลาที่รักสงบ สำหรับอาหารที่ให้ได้แก่ ไรน้ำ ลูกน้ำ เนื้อกุ้งสับ และอาหารเม็ดสำเร็จรูป

ที่มา:http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no20/platevada.html


เทคนิคการเลี้ยงปลานีออน

เทคนิคการเลี้ยงปลานีออน
ปลานีออนมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paracheirodon innesi ถูกค้นพบในอเมริกาใต้ บริเวณแม่น้ำในประเทศเปรู บราซิล และโคลัมเบีย ซึ่งปลานีออนเป็นปลาขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงามชนิดหนึ่ง เรามักจะเห็นปลานีออนถูกเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำเสมอ…เรามาดูเทคนิคการเลี้ยง ปลานีออนกันดีกว่า!!!
การเตรียมอุปกรณ์การเลี้ยง
1. ตู้ปลาขนาด 14 นิ้วขึ้นไป การเลี้ยงปลานีออนให้สวยนั้นจะต้องเลี้ยงรวมกับต้นไม้น้ำและมีโขดหินให้ปลาซ่อนตัวและวางไข่
2. แสงไฟ ถ้าหากเราจะเลี้ยงเพื่อความสวยงามแล้วเราจะเล่นแสงเพื่อให้แสงตัดสีกับตัว ปลา แต่ถ้าหากว่าเราจะเพาะนั้น แสงไฟที่แนะนำจะเป็นหลอดไฟกลมเล็ก 15 วัตต์ เนื่องจากไข่ของปลานั้นจะมีผลต่อแสงไฟค่อนข้างมาก เพราะจะทำให้ไข่ปลาเสียและฝ่อในที่สุด
3. ระบบกรอง จะใช้ระบบกรองข้าง ซึ่งจะช่วยให้การเลี้ยงง่ายขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเลี้ยงปลานีออนหรือปลาทุกชนิดก็คือระบบน้ำที่เป็น สภาพแวดล้อม ซึ้งจะเลี้ยงปลานีออนในช่วง pH 5.0-6.0 และอุณหภูมิที่ต้องการคือ 24 องศาเซลเซียส และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกๆ 1 สัปดาห์
4. Heater มีความจำเป็นต่อปลามากในฤดูหนาว ซึ่งอุณหภูมิที่ปลานีออนต้องการคือ 23-30 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ Heater นี้ยังช่วยให้ปลาปลอดจากโรคจุดขาว เนื่องจากในฤดูหนาวปลาจะไม่ค่อยเคลื่อนไหว จะทำให้ปลาอ่อนแอ และเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงนี้ ดังนั้นการใช้ Heater ก็จะช่วยให้ดีขึ้น
5. ยาปรับสภาพน้ำ จะปรับสภาพน้ำให้เหมือนน้ำที่มาจากแหล่งที่เลี้ยง อาจใช้น้ำหมักจากใบหูกวางก็ได้
6. อาหาร ใช้อาหารสดพวกอาทีเมีย หรือ ไรแดง
จากเทคนิคการเลี้ยงปลานีออนข้างต้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ด้วยกันกับเทคนิคเฉพาะของผู้เลี้ยงเองก็ได้นะคะ!!!
PET-MAG นิตยสารสัตว์เลี้ยง ปีที่ 5 ฉบับที่ 58 ประจำเดือน เมษายน พ.ศ. 2547


Sunday, October 5, 2008

สายพันธุ์ปลาหมอสี

สายพันธุ์ปลาหมอสี

สายพันธุ์ปลาหมอสี
  • ปลาหมอสีสกุลแอริสโทโครมิส
  • ปลาหมอสีสกุลออโลโนคารา
  • ปลาหมอสีสกุลโคพาไดโครมิส
  • ปลาหมอสีสกุลลาบิโอโทรเฟียส
พันธุกรรมของปลาหมอสี
พันธุกรรมของ ปลาหมอสีที่มีผลต่อการควบคุมพัฒนาการของลักษณะต่างๆ ที่เรียกว่า ยีน การรวมของยีนจะประกอบด้วยยีนจากพ่อและแม่ของสัตว์แต่ละชนิด การผ่าเหล่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางพันธุกรรม ซึ่งมีผลแสดงออกมาให้เห็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง ลักษณะทางโครงสร้างและสีสัน เช่น การเกิดเป็นสีเผือก จุดสีหรือจุดสีอื่นๆ ที่แปลก ออกไป โดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับกันว่า กลุ่มปลาหมอสีมีความสำคัญของการจำคู่ของตน แต่อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติจะเป็นตัวทำให้เกิดความสมดุลในกลุ่มของมันเอง ในกรณีการเกิดเลือดชิด ก่อให้เกิดปลาชนิดใหม่

อาหาร

ปลาหมอสีสามารถปรับตัวได้ดีกินอาหารได้ทุกประเภท แต่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมไขมันจากเนื้อสัตว์ เพราะไขมันจะไปทำลายตับของปลาเหล่านี้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลาที่ เลี้ยงตาย ฉะนั้นอาหารที่ใช้เลี้ยงควรมีส่วนผสมที่ใกล้เคียงกับอาหารธรรมชาติมากที่สุด ปลาหมอสีกินพืช ควรเลี้ยงอาหารปลากินพืช พวกปลากินสัตว์ เช่น กุ้ง ไรน้ำเค็ม หรืออาหารสำเร็จรูปที่ใช้เลี้ยงกับอาหารสำเร็จรูปที่ใช้โดยทั่วไปควรมีส่วน ประกอบของกากถั่ว กุ้ง สาหร่ายเกลียวทอง ปริมาณอาหารไม่ควรให้เกินความต้องการของปลา จะทำให้ปลาอ้วนและอ่อนแอ ในกรณีเลี้ยงเพื่อการเพาะพันธุ์ ถ้าให้อาหารมากเกินไปจะทำให้ปลาไม่มีไข่และน้ำเชื้อ

ธรรมชาติของปลาหมอสีเป็นปลาที่อดทน สามารถอดอาหารนับสิบวัน หากท่านไม่อยู่บ้าน 5 - 10 วัน ปลาก็สามารถอยู่ได้อย่างปกติ แม้ว่าในแหล่งน้ำธรรมชาติมีอาหารจำกัด โดยเฉพาะแม่ปลาที่ฟักไข่ด้วยปาก ต้องอมไข่จนไข่ฟักเป็นตัว และอมต่อไปจนกระทั่งลูกปลาสามารถว่ายน้ำออกจากปาก เพื่อหากินอาหารต่อไป ซึ่งใช้เวลาอีก 15-20 วัน ในระยะนี้แม่ปลาจะไม่กินอาหารใดๆ ทั้งสิ้น

การเพาะเลี้ยงปลาหมอสี

ปลาหมอสีเป็นปลาสวยงามอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น จากนักเลี้ยงปลาทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นเป็นงานอดิเรกถึงแม้ว่าปลากลุ่ม นั้นส่วนใหญ่เป็นปลานำเข้าจากทวีปแอฟริกา ทวีปอเมริกาใต้และกลุ่มประเทศอเมริกากลาง จัดอยู่ในวงศ์ชิลคลิดี การแพร่กระจายของปลาวงศ์นี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของสิ่งแวดล้อมดังเช่น ลักษณะภูมิประเทศประกอบด้วยทะเลสาบ แม่น้ำลำธาร หนองบึง จึงส่งผลให้ปลามีความหลากหลายทั้งชนิด สายพันธุ์ รูปร่าง และการดำรงชีวิต ซึ่งมีทั้งปลาบริโภคและปลาสวยงาม ได้แก่ ปลานิล ปลาหมอเทศ ปลาปอมปาดัวร์ ปลาเทวดา ปลาออสการ์ ฯลฯ ปลาเหล่านี้สามารถปรับตัวได้ดี จัดเป็นปลาเลี้ยงง่าย

หลักทั่วไปในการเลี้ยงหมอสี


  • 1. น้ำต้องสะอาดไม่ควรมีเชื้อโรค ห้ามใช้น้ำประปาที่เปิดจากก๊อกน้ำโดยตรง เฉพาะคลอรีนและปูนที่อยู่ในน้ำจะฆ่าปลาได้ในเวลาอันรวดเร็วควรพักน้ำประปา ไว้สัก 2-3 วันจึงนำมาใช้
  • 2. ใช้เครื่องกรองน้ำซึ่งหาซื้อได้ตามร้านทั่วไปเลือกให้เหมาะกับขนาดของตู้
  • 3. ขนาดของตู้เลี้ยงควรจะใหญ่สักหน่อย ถ้าเลี้ยงพวกหมอสีพันธุ์เล็ก ความยาวของตู้ไม่ควรต่ำกว่า 24 นิ้ว ถ้าเป็นพันธุ์ใหญ่ก็ไม่ควรต่ำกว่า 36 นิ้ว ควรมีสัก 2 ตู้ เพื่อเป็นตู้พักปลา 1 ตู้ ตู้เลี้ยง 1 ตู้
  • 4. อาหารปลาหมอสีกินอาหารสำเร็จรูปได้ดี ซึ่งเราหาซื้อได้ทั่วไปแต่ถ้าที่บ้านใกล้แหล่งเพาะยุงหรือใกล้บริเวณที่มี ลูกน้ำลูกไรมาก และหาได้สะดวกก็ให้ลูกน้ำ ลูกไร เป็นอาหารจะดีมากทั้งประหยัดเงินและมีอาหารที่มีคุณค่าดี
  • 5. ก้อนหิน ก้อนกรวด พันธุ์ไม้น้ำที่เราคิดว่าจะจัดลงไปในตู้นั้นควรจะทำความสะอาดให้ดี ก้อนหินก็ควรจะแช่น้ำลดความเป็นด่างลงพันธุ์ไม้น้ำก็ควรจะพักไว้ในถังหรือ ตู้อื่นๆ รอจนมันฟื้นตัวได้แล้วค่อยนำมาจัดในตู้
  • 6. ตู้ปลาควรจะตั้งอยู่ใกล้กับที่พักน้ำเพื่อเปลี่ยนน้ำในตู้ปลาได้สะดวก ปัญหานี้ดูเหมือนเล็กแต่ก็มีหลายๆรายที่เลิกเลี้ยงปลา เพราะต้องเปลี่ยนน้ำในตู้ปลาบางรายถึงขั้นทะเลาะกันเพราะเกี่ยงกันเปลี่ยน น้ำตู้ปลา บางรายถูกคำสั่งห้ามเลี้ยงหลังจากการเปลี่ยนน้ำตู้ปลาผ่านไปไม่ถึงครึ่ง ชั่วโมง เพราะขณะเปลี่ยนน้ำตู้ปลาบริเวณระหว่างที่พักน้ำกับตู้ปลาจะกลายเป็นเขต อันตรายสูงสุดต่อชีวิตของคนแก่และเด็ก รวมทั้งสตรีมีครรภ์ไปในทันที การลื่นหกล้มในบริเวณนี้จะเกิดขึ้นบ่อยมาก
  • 7. เวลา ถ้าคุณต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้าครึ่งและกลับถึงบ้านประมาณไม่ถึงสี่ทุ่มดี ในวันปกติ วันเสาร์ต้องตื่นสิบโมงเช้าเพื่อนอนชดเชยพอตื่นก็ต้องทำงานบ้านจิปาถะที่ ค้างตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ แล้วก็ขอแนะนำว่าไปปลูกต้นไม้ดีกว่าเพราะปลาที่คุณเลี้ยงไว้นั้นมันพากันตาย หมดแล้ว ก่อนเลี้ยงปลาต้องถามตัวเองก่อนว่ามีเวลาไหม และคนรอบข้างจะยินดีไหมที่คุณจะเลี้ยงปลา เพราะคนรอบข้างนั้นก็คือคนงานของคุณขณะเปลี่ยนน้ำตู้ปลา ถ้าเกิด คนงานสไตรท์ขณะเปลี่ยนน้ำไปได้ครึ่งเดียว ภาระทั้งหมดก็จะอยู่ที่คุณคนเดียวจริงๆ

เมื่อหลัก 7 ประการนี้คุณแก้ปัญหาได้แล้ว คราวนี้ก็เริ่มลงมือเลี้ยงกันได้ สมมุติว่าตู้ปลาจัดตกแต่งเรียบร้อยแล้ว ตำราก็อ่านแล้วมีความมั่นใจ 100% ถุงใส่ปลาถูกแกะออกปลาฝูงแรกถูกปล่อยลงตู้แล้วทุกตัวพร้อมใจกันว่ายเข้าหา ที่ซ่อน ไม่ต้องตกใจนั่นเป็นสัญญาณของปลา สักครู่ตัวที่กล้าหน่อยหรือตกใจน้อยหน่อยจะเริ่มว่ายน้ำสำรวจที่อยู่อาศัย ใหม่ ตัวอื่นๆก็จะตามมาที่มีนิสัยรวมฝูงก็จะรวมกัน บางตัวก็ว่ายเที่ยวแล้วแต่ชนิดและนิสัยของแต่ละตัวไม่ต้องให้อาหารวันที่สอง เมื่อปลาส่วนใหญ่สงบลงแล้วเริ่มให้อาหารเล็กน้อยเป็นอาหารมีชีวิตได้ก็ดีถ้า ไม่มีอาหารเม็ดก็ได้ ให้น้อยๆดูจนกว่าปลาจะกินอาหารเม็ดหมด ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง ถ้ามีเศษอาหารเหลือก็ให้ตักออกทิ้งไป สัปดาห์แรกผ่านไปคุณจะรู้สึกว่าตัวเองกะประมาณอาหารที่ให้ปลาได้ดีขึ้น

อาหารที่ให้ไม่ค่อยเหลือซึ่งจะดีมากน้ำจะใสไม่เสีย ถ้ามีปลาตายก็รีบตักออกไปจากตู้โดยเร็ว สังเกตุด้วยว่าตายสภาพอย่างไร ถ้าครีบขาดรุ่งริ่งแสดงว่ามันกัดกัน แยกตัวที่ก้าวร้าวออกไปใส่ไว้ในตู้พักปลา ถ้าภายในสภาพตัวยังสมบูรณ์ก็เกิดจากหลายสาเหตุ และตายติดต่อกันทุกวันก็ต้องเปิดตำราและถามผู้รู้แล้วละ สัปดาห์ที่สอง-สาม-สี่ ปลาก็จะเริ่มคุ้นกับคุณแล้วละมันจะเริ่มมาหาคุณไม่กลัวคุณ ยิ่งคุณอยู่ดูมันมากเท่าใดมันก็จะยิ่งคุ้นกับคุณมากขึ้นเท่านั้น การสื่อสารระหว่างคุณกับปลาก็จะยิ่งรู้เรื่องกันมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก:http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%9B%E0 %B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5

ปลาหมอสี

ปลาหมอสี

ปลาหมอสีเป็นปลาน้ำจืดจัดอยู่ในวงศ์ Cichlidae พวกเดียวกับปลานิล ปลาหมดเทศ ปลาออสการ์ ปลาปอมปาดัวส์ เป็นปลาที่เลี้ยงได้ง่าย อดทน มีพฤติกรรมที่หลากหลาย ถ้าผู้เลี้ยงไม่เข้าใจพฤติกรรมของปลาหมอสีก็ จะทำให้ตายได้ง่าย ฉะนั้น ก่อนเลี้ยงก็ควรศึกษาหาอ่านจากตำราการเลี้ยงปลาหมอสีก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีหนังสือเกี่ยวกับปลาหมดสีทั้งเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ อยู่มากมาย ผู้เลี้ยงที่เพิ่งเริ่มต้นก็หาซื้อปลาที่มีราคาถูกหน่อยเลี้ยงหาประสบการณ์ ก่อน แล้วค่อยไปซื้อชนิดราคาแพงเมื่อมีความสามารถมากขี้นแล้ว

แหล่งกำเนิดปลาหมอสี

ลาหมอสีเป็นปลาที่กำลังเป็นที่นิยมของนักเลี้ยงปลาบ้านเรา แรกทีเดียวก่อนที่จะเข้ามาสู่ตลาดเอเชียนั้น ได้รับความสนใจและนิยมเลี้ยงกันในแถบอเมริกา ยุโรปกันก่อนแล้ว เพราะเป็นปลาตู้ที่เลี้ยงง่าย มีสีสันโดดเด่น สวยงาม และแปลกตา ปลาหมอสีมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ตามลุ่มน้ำหรือทะเลสาบในต่างประเทศ มีนิสัยค่อนข้างรักถิ่นฐาน หากมีปลาอื่นบุกรุกเข้ามาในเขตของมัน มันก็จะขับไล่ผู้บุกรุกออกไป

มาลาวี

เป็นทะเลสาบน้ำจืดในทวีปแอฟริกา มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก พื้นที่ชายฝั่งส่วนใหญ่เป็นหาดทรายหรือทรายเลนที่มีวัชพืชขึ้นปกคลุม หาดทรายจะอยู่สลับกับชายฝั่งที่เป็นโขดหิน มีความโปร่งใสของน้ำติดอันดับโลก ค่าความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 7.8 - 8.5 มีปลาประมาณ 500 ชนิด ปลาที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่มีการอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ จากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้แพทเทิร์นของสีปลาแตกต่างกันจึงส่งผลให้มีประชากรหลากหลาย เช่น ปลาหมอมาลาวีสีน้ำเงิน จะมีสีน้ำเงินล้วน น้ำเงินปนเหลืองจนถึงเหลืองล้วนทั้งตัว ปลาหมอสีในทะเลสาบมาลาวีมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มนอนเอ็มบูนา มีประมาณ 250 ชนิด 38 สกุล การจำแนกสกุลโดยใช้แพทเทิร์นของเมลานิน (เม็ดสีประเภทสีดำที่อยู่ในผิวหนังของปลา) เป็นหลัก ความยาวโดยเฉลี่ย 15 เซนติเมตร เช่น ปลาหมอคริสตี้ ปลาหมอมาลาวีเหลือง ปลาหมอมาลาวีน้ำเงินคอแดง ปลาหมอมาลาวีน้ำเงิน ปลาหมอรอสตราตัส ปลาหมออิเล็กทริกบลู เป็นต้น

กลุ่มเอ็มบูนา มี 250 ชนิด 10 สกุล การจำแนกสกุลใช้ลักษณะของฟันเป็นหลัก เป็นปลาที่มีสีสวยสะดุดตาความยาว 10-12 เซนติเมตร เช่น ปลาหมอกล้วยหอม ปลาอีสเทิร์นบลู ปลาหมอดีมาสัน ปลาหมอลิลลี่

แทนแกนยีกา

เป็นทะเลสาบที่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 และมีความลึกเป็นอันดับสองของโลก ระดับอุณหภูมิสูงประมาณ 26 องศาเซลเซียสเกือบตลอดทั้งปี ความเป็นกรดเป็นด่างจะอยู่ระหว่าง 8.8-9.3 จากระดับน้ำที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดการปะปนประชากรปลาใน กลุ่มต่างๆ และจากการปรับตัวจึงเกิดปลาชนิดใหม่ซึ่งความสามารถดังกล่าวมีเหตุผล 3 ประการคือ
  • 1. ปลาหมอสีอาศัยอยู่ในน้ำจืดได้ดีและสามารถทนต่อน้ำเค็มได้ดี
  • 2. ปลาหมอสีมีอวัยวะพิเศษที่สามารถเก็บกักปริมาณออกซิเจนได้นาน ทำให้ไม่ต้องโผล่ฮุบน้ำบ่อย ๆ และลูกปลาวัยอ่อนสามารถอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ
  • 3. ปลาหมอสีมีการดูแลลูก อมไว้ในปากของแม่ปลา ซึ่งเป็นแหล่งที่ปลอดภัยที่สุด ปลาหมอสีที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแทนแกนยีกา เช่น ปลาหมอฟรอนโตซ่า ปลาหมอแซงแซว ปลาหมอดูบอยซี่ ปลาลองจิออร์
วิกตอเรีย
เป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ภูมิอากาศอยู่ในเขตศูนย์สูตร มีความลึก 60-100 เมตร ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลาในระดับต่าง ๆ ประมาณ 300 ชนิด แต่เนื่องจาก ปี พ.ศ. 2493 และ พ.ศ. 2503 ได้มีการนำปลาสกุลกะพงขาว จากแม่น้ำไนล์ไปปล่อยในทะเลสาบวิกตอเรีย ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 ปลากะพงขาวได้ออกลูกหลานแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและจับปลาหมอสีวิกตอเรียกิน เป็นอาหารหลัก ซึ่งส่งผลให้ปลาหมอวิกตอเรียสูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 100 ชนิด สำหรับปลาที่ยังคงมีอยู่ได้แก่ ปลาหมออ๊อบลิคิวเดนซ์ ปลาหมอในเออร์รี ปลาหมอบราวนี

อเมริกากลางและอเมริกาใต้

ปลาหมอสีในภูมิภาคนี้มีรูปร่าง วิถีชีวิตและพฤติกรรมแตกต่างไปจากหมอสีมาลาวี หมอสีแทนแกนยีกา และวิกตอเรีย สำหรับปลาในกลุ่มอเมริกากลาง ได้แก่ ปลาหมอริวูเลตัส ปลาหมอบราซิเบียน ปลาหมอหมอคาพินเต้ หรือกรีนเท็กซัส ปลาหมอฟลามิงโกหรือเรด เดฟเวิล ปลาหมอมาคู ปลาหมอตาแดง

ขอบคุณข้อมูลจาก:http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5


Friday, October 3, 2008

ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา(2)

ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา(2)

การปล่อยปลาลงเลี้ยง

เวลาที่เหมาะสำหรับการปล่อยปลาคือเวลาเช้าหรือเวลาเย็น ถ้าเป็นเวลาที่อากาศร้อนจัด ควรเอามือตีกวนน้ำในบ่อที่ปลาจะอยู่ใหม่เพื่อให้ความร้อนของผิวหน้าน้ำไม่ต่างจากระดับลึก

การดูแลน้ำในบ่อเลื้ยงปลา

บ่อที่เลี้ยงปลาที่กินอาหารไม่เลือก กินพืชและกินแพลงตอน ควรเติมน้ำให้ได้ระดับ 1-2.50 เมตรอยู่เสมอ หากมีปลาตัวใดที่กินอาหารได้น้อยลงหรือลอยหัวควรจะถ่ายน้ำ เปลี่ยนน้ำอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง อาจสามารถสังเกตได้จากสีของน้ำและการลอยหัวของปลา

การระบายน้ำของบ่อควรระบายส่วนล่างของก้นบ่อซึ่งจะเป็นส่วนที่เน่าเสียมากกว่าบนผิวน้ำ ในกรณีที่บ่อปลาไม่สามารถระบายน้ำได้เลยจะต้องระมัดระวังในการให้อาหารในปริมาณที่พอเหมาะ น้ำจะได้ไม่เน่าเสียเร็ว บางครั้งเราอาจสามารถใส่เกลือแกงลงไปเพื่อช่วยปรับสภาพของน้ำ ในอัตราส่วนประมาณ200-300 กก./ไร่

สาระน่ารู้ เมื่อถึงฤดูน้ำหลากหรือน้ำท่วมเพื่อป้องกันปลาหนีเราควรใช้ตาข่ายป้องกันปลาหนีโดยใช่ตาข่ายป้องกันรอบๆบ่อ

การใส่ปุ๋ยในบ่อปลา

การใส่ปุ๋ยในบ่อปลามีผลต่อพืชน้ำ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก้พืชน้ำในการเจริญเติบโต เพิ่มธาตุอาหารประเภทแพลงตอนพืช ช่วยปรับสภาพน้ำ เช่นความขุ่นใสและความเป็นกรดด่าง อีกทั้งปุ๋ยบางชนิดยังใช้เป็นอาหารปลาโดยตรงอีกด้วย

ปุ๋ยที่ใช้กับบ่อปลามี 4 ประเภท คือ

1.ปุ๋ยคอก ได้แก่ มูลสัตว์

2.ปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ส่วนของพืชผัก และวัชพืชที่มีใยพืชน้อย

3.ปุ๋ยหมัก ได้แก่ ปุ๋ยที่เกิดจากการหมักของเศษพืชผสมกับมูลสัตว์ และแบคทีเรีย

4.ปุ๋ยเคมี ได้แก่ ปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตรต่างๆซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม

อัตราการใช้ปุ๋ย

ปุ๋ยสดจะทำให้มีก๊าซพวกแอมโมเนียละลายอยู่ในน้ำมากเกินไปซึ่งเป็นอันตรายต่อปลา การใส่ปุ๋ยคอกในบ่อใช้วิธีโยนให้กระจายไปทั่วๆบ่อ หากเป็นปุ๋ยพืชสดหรือปุ๋ยหมัก ควรกองสุมไว้ตามมุมบ่อภายในคอกไม้ไผ่ที่ล้อมเป็นกรอบไว้เพื่อไม่ให้ปุ๋ยกระจายไป

ปุ๋ยคอกใช้ในอัตราไม่เกิน 200-250 กก.ต่อไร่ต่อเดือน ปุ๋ยพืชสดไม่เกิน 1200-1500 กก.ต่อไร่และปุ๋ยหมัก 600-700 กก.ต่อไร่

ปริมาณปุ๋ยที่ใส่ได้พอดี สามารถสังเกตได้จากสีน้ำของบ่อ จะต้องเป็นสีเขียว หากน้ำเป็นสีเขียวเข้มหรือออกสีน้ำตาลเข้มแสดงว่าใส่ปุ๋ยคอกมากเกินไปควรเพิ่มน้ำเข้าบ่อ

ข้อควรระวัง

การใส่ปุ๋ยเคมีจะมีปฏิกิริยาค่อนข้างเร็วดังนั้นต้องทำด้วยความระมัดระวังและใช้ปริมาณน้อย

การใส่ปูนขาว

ปูนขาวจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาระหว่าง 6.5-8.5 ช่วยกำจัดเชื้อโรคและศัตรูปลาและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยที่ใส่ในบ่อปลา

การใช้ปูนขาวในขณะที่มีปลาอยู่ในบ่อ ควรใช้วิธีละลายปูนในถังน้ำทีละเล็กน้อย แล้วสาดให้ทั่ว ไม่ควรเทเป็นผงๆลงในน้ำ

การแก้ไขน้ำขุ่นและน้ำเค็ม

บ่อปลาที่ขุดใหม่มักจะประสบปัญหาน้ำขุ่นเนื่องจากตะกอนดินที่ถูกพัดพามาหรือภายในบ่อปลาเอง ความขุ่นนี้อาจทำให้ปลาเจริญเติบโตช้า ตะกอนดินอาจไปอุดตันเหงือก

การแก้ไขปัญหาน้ำขุ่นอาจทำได้โดย

1.ใช้สารเคมี เช่น สารส้มหรือสารอื่นๆวิธีนี้จะเป็นการแก้ไขแบบชั่วคราวเท่านั้น และจะทำให้มีปัญหาอื่นๆตามมาอีก เช่น น้ำมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น

2.การใช้ปุ๋ยเคมี เช่น ปุ๋ยซุเปอร์ฟอสเฟต ในอัตราประมาณ 2-5 กก.ต่อไร่ต่อเดือน จะช่วยให้เกิดแพลงตอนพืช ทำให้าสารแขวนลอยจับตัวและตกตะกอนขึ้น

3.ใช้ปุ๋ยพืชสด ในอัตราประมาณ1200-1500 กกต่อไร่ การสลายตัวของปุ๋ยพืชสดทำให้เกิดตะกอนขึ้น

การแก้ไขปัญหาน้ำเค็มสามารถทำได้โดย

การใช้แกลบหรือขี้เลื่อยปกคลุมผิวหน้าดินให้ทั่วเพื่อไม่ให้อนุภาคของเลือลอยตัวขึ้นมา โดยโรยให้มีความหนาแน่นประมาณ 5-10 ซม.

อาหารปลา

อาหารปลามีหลายชนิดได้แก่

อาหารธรรมชาติ

1.แพลงก์ตอนพืช กระจายอยู่ทั่วไปใยบ่อ สามารถขยายพันธ์และเจริญได้ดีในบ่อที่มีแสงอาทิตย์ผ่าน

2.แพลงก์ตอนสัตว์ สามารถว่ายและเลื่อนลอยอยู่ในน้ำ เช่น สัตว์เซลล์เดียว ตัวอ่อนของปู กุ้ง

3.ชีวอินทรีย์ที่เป็นสัตว์ เช่น ลูกน้ำ ลูกแมลงปอ ลูกหอย และแมลงน้ำชนิดอื่นๆ

4.สัตว์น้ำก้นบ่อ สัตว์ที่ฝังตัวอนยู่ก้นบ่อ เช่น หนอนแดง ไส้เดือน ลูกหอยขม

5.พืชน้ำ พืชที่เกิดขึ้นในบ่อ

อาหารสมทบ มีทั้งมาจากพืชและสัตว์เช่น

1.ใบและต้นพืช

2.หัวและเมล็ดพืช

3.เศษอาหาร เช่น กากถั่วเหลือง กากมะพร้าว

4.กุ้งหอย

5.ปลาทะเลสด

6.ปลาป่น

7.เศษเนื้อ เลือดสัตว์ เช่น เนื้อปู ปลา หมู อาจใช้เลี้ยงปลาได้โดยตรงหรือผสมกับอาหารอื่น

อาหารสำเร็จรูป เป็นอาหารที่สะดวกต่อการให้ และเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

1.แบบผง คล้ายกับนมผงแต่มีสารเคลือบพิเศษที่สามารถทำให้อาหารสามารถลอยน้ำได้

2.เม็ดจม ลักษณะเป็นผงและแห้ง มาผสมกับน้ำและไอน้ำแล้วผ่านเครื่องอัดเม็ดให้เป็นรูปร่างต่างๆ

3.แบบเม็ดลอย อาหารชนิดนี้มีอากาศอยู่ข้างในจึงทำให้มัคุณสมบัติสามารถละลายน้ำได้

นิสัยการกินอาหารของปลา

ปลาจะกินอาหารแตกต่างกันไปตามระดับความลึกของน้ำแบ่งออกเป็น

1.ปลาที่กินอาหารตามผิวน้ำ ได้แก่ ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาสลิด ปลาเฉา ปลาสวาย ปลาแรด ปลาเสือพ่นน้ำ ปลาช่อน

2.ปลาที่กินอาหารกลางๆน้ำ ได้แก่ ปลาสวาย ปลาแล่ง ปลาหมอตาล

3.ปลาที่กินอาหารตามพื้นท้องน้ำ เป็นปลาที่กินอาหารจำพวกสัตว์หน้าดิน ได้แก่ ปลาหลด ปลาไน ปลาซ่ง ปลาดุก

สาระน่ารู้ นิสัยการกินของปลากับปากของปลา

ปลาที่กินเนื้อ มีลักษณะปากใหญ่ ขากรรไกรอ้าได้กว้าง มีฟันแหลมคม

ปลากินพืช มีลักษณะ มีซี่กรองเหงือกยาวละเอียดกว่าปลากินเนื้อ ปากแคบ ขากรรไกรอ้าได้แคบ

วิธีการให้อาหารปลา

1.ให้ปลากินเป็นเวลา ให้ในเวลากลางวัน

2.ตำแหน่งที่ให้ควรเป็นที่เดิม

3.มีภาชนะรองรับอาหารเป็นที่ๆในบ่อนั้น

4.ก่อนให้อาหารควรให้สัญญาณ เช่นการทำให้น้ำกระเพื่อม

5.ปรับปริมาณอาหารที่จะให้ทุก 1-2 สัปดาห์

การทำอาหารเลี้ยงปลา

1.เครื่องบด มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบอาหารแห้ง เช่นบดถั่ว บดข้าว และแบบอาหารสด บดหรือหั่นผักตบชวาผลที่ได้มาจะดูคล้ายกะปิ

2.เครื่องผสม แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

แบบตั้ง รูปแบบคล้ายกรวยกรองน้ำ ภายในมีเกลียวหมุนด้วยแรงฉุด ทำให้วัสดุต่างๆผสมเป็นเนื้อเดียวกัน

แบบนอน คล้ายรูปทรงกระบอกผ่าซีกปิดหัวท้าย วางในแสวนอน ภายในทรงกระบอกนี้จะมีแกนซึ่งล้อมรอบด้วยใบพัดว้อนกันหลายใบ แกนจะหมุนด้วยแรงฉุด ใช้ได้ทั้งวัสดุที่เปียกหรือแห้ง

3.เครื่องอัดเม็ด ลักษณะเป็นกระบอกยาวปลายกระบอกข้างหนึ่งปิดตันและเจาะเป็นช่อง ข้างต่อกับที่สำหรับใส่อาหารไหลลงมาภายในกระบอก มีแกนเป็นเกลียวเพื่อหมุนส่งอาหารให้ออกไปที่ปลายกระบอกมีแกนเป็นเกลียวเพื่อหมุนส่งอาหารออกไปที่ปลายกระบอก ปลากยกระบอกสวมด้วยจานเจาะเป้นรู ส่วนที่ยื่นออกมาจะติดใบมีดเพื่อให้อาหารออกเป็นแท่งๆ ยาวสั้นตามต้องการ อาหารที่ได้ค่อนข้างจะมีความชื้นสูงหรืออาจนำไปผึ่งแดดให้แห้งเก็บเป้นอาหารแห้งไว้ใช้เลี้ยงในวันต่อไป

4.เครื่องชั่ง ใช้ชั่งวัสดุต่างๆตามจำนวนที่คำนวณไว้

ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา(1)

ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา(1)

การเลือกสถานที่

คุณสมบัติของน้ำที่นำมาใช้เลี้ยงปลา

1.อุณหภูมิ หากอุณหภูมิสูงปริมาณออกซิเจนจะละลายได้น้อย และน้ำที่อุณหภูมิต่ำปริมาณออกซิเจนจะละลายได้สูงปกติปลาชอบอาศัยอุณหภูมิระหว่าง25-32 องศาเซลเซียส

2.ความขุ่น ความขุ่นของน้ำตามธรรมชาติเกิดจากสารอินทรียสาร เช่น ตะกอน โคลนตมซึ่งเป็นอุปสรรรคต่อการสังเคราะห์แสงของพืชน้ำความขุ่นของน้ำจะประกอบด้วย แพลงตอนสีเขียว หากมีมากเกินไปก็จะเป็นอันตรายต่อปลาได้

3.ความเป็นกรดด่าง น้ำที่มีค่าpH อยู่ระหว่าง 6.5-8.5 ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเหมาะแก่การเลี้ยงปลามากที่สุด หากน้ำเป็นกรดมากปลาจะไม่อยากกินอาหาร ความต้านทานโรคต่ำ หากน้ำเป้นด่างมากปลาจะตาย

4.คาร์บอนไดออกไซด์ โดยทั่วไปคาร์บอนไดออกไซด์จะมาจากการหายใจของพืชและสัตว์ และการสลายอินทรียสาร ปลาจะหลีกเลี่ยงไม่อยู่ในน้ำที่มีระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงเกินกว่าระดับ 5 ppm

5.ก๊าซแอมโมเนีย เป็นก๊าซที่มีพิษต่อปลามากเกิดจากเศษอาหารที่หลงเหลืออยู่และมูลต่างๆที่ปลาขับถ่ายออกมา ทำให้ปลาเบื่ออาหาร เคลื่อนไหวช้าลง

6.ก๊าซไข่เน่า เกิดจากการหมักหมมและการย่อยสลายอินทรียสารในก้นบ่อ จะเกิดปัญหานี้ถ้าให้อาหารปริมาณมาก แม้เพียง0.1-0.2 ppmก็อาจทำให้ปลาตายได้

ประเภทของบ่อเลี้ยงปลา

1.บ่ออนุบาล เป็นบ่อสำหรับเลี้ยงปลาอ่อนหลังจากออกจากไข่ใหม่ๆ หรือในระยะที่ยังไม่สามารถป้องกันภัยจากศัตรูได้ บ่อเลี้ยงลูกปลาไม่ควรมีขนาดใหญ่มากนักสามารถใช้บ่อดิน บ่อซีเมนต์ตั้งแต่ขนาดเพียงไม่กี่ตารางเมตรถึง 800 ตารางเมตร

2.บ่อเลี้ยงพ่อแม่ปลา ใช้เป็นบ่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ควรจะมีขนาดเนื้อที่ประมาณ400-1600ตารางเมตร ความลึกประมาณ 1.5เมตร

3.บ่อเลี้ยง นิยมบ่อดิน ขนาดบ่อควรขึ้นอยู่กับชนิดของปลาและขนาดปลาที่เลี้ยง

วิธีการสร้างบ่อ

สร้างได้ 2 แบบคือ

1.บ่อแบบขุดดินออก พื้นก้นบ่ออยู่ต่ำกว่าระดับดินเดิม ไม่ต้องทำคันบ่อให้แข็งแรง เหมาะกับพื้นที่ลุ่ม เช่น ในนาข้าว เพียงแต่ขุดดินลงไปแล้วเสริมคันบ่อ

2.บ่อแบบยกคัน สร้างในที่ราบไม่ต้องขุดดินบริเวณกลางบ่อ นำดินที่ขุดมาทำเป็นคันดินโดยรอบอย่างแข็งแรง แบบนี้เหมาะสำหรับการเลี้ยงปลาอย่างยิ่งเพราะสามารถเก็บกักน้ำได้และระบายน้ำได้ดี

พื้นก้นบ่อ จะต้องเรียบไม่มีหลุมแอ่ง ควรจะมีการลาดเทไปทางระบายน้ำออกเพื่อสะดวกแก่การระบาบน้ำ

คันบ่อ เป้นส่วนสำคัญในการเก็บกักน้ำ ต้องมีความแข็งแรง และต้องไม่รั่วซึม ดินที่ขุดขึ้นจากบ่อเพื่อเสริมให้เป้นคันบ่อ ควรสุงพอป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนหรือฤดูที่น้ำมากต้องขุดระยะไม่น้อยกว่า 1.5-2 เมตร จากเชิงลาดของบ่อด้านในเพื่อป้องกันการทรุดตัวของบ่อ คันบ่อควรมีเชิงลาด1:2 ด้านนอก1:1 ด้านที่ต้องปะทะกับลมควรทำเชิงลาดให้มากเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน

ทางระบายน้ำเข้าออก อาจจะใช้การสูบ หรือทำทางระบายน้ำออก หากทำเป็นท่อระบาย ควรมีขนาดและอยู่ในจุดที่เหมาะสม โดยท่อน้ำเข้าจะต้องอยู่สูงจากระดับน้ำในบ่อด้านส่วนกว้างและตื้นของบ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาว่ายทวนน้ำ หรือหนีออกจากบ่อ ขณะเดียวกันเมื่อน้ำไหลเข้าบ่อ มวลของน้ำจะไหลจากที่ตื้นไปสู่ที่ลึกทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในทางหมุนเวียน

สำหรับท่อน้ำออก ควรตั้งอยู่ในตำแหน่งฝั่งตรงข้ามของทางน้ำเข้าในส่วนที่ลึกที่สุด เพื่อระบายน้ำส่วนที่ต่ำสุดออกไปก่อน ในกรณีที่ต้องการทำทางน้ำล้น ก็สามารถทำได้โดยเอียงท่อเป็นมุมที่เปิดจากระดับต่ำสุดในบ่อ ถึงระดับน้ำที่ต้องการ

ข้อแนะนำ ทางน้ำเข้าและน้ำออกนี้จำเป็นจะต้องมีตะแกรงป้องกันปลาในบ่อว่ายออกมา และศัตรูนอกอ่างปลาว่ายเข้ามาด้วย

การเตรียมบ่อ

ควรให้พื้นที่บ่อมีโอกาสได้รับแสงแดดและออกซิเจน ซึ่งเป็นการกำจัดปริมาณเชื้อโรคต่างๆในบ่อปลาให้น้อยลงและปล่อยให้อินทรียสารที่หมักหมม อยู่ในบ่อมีการย่อยสลายตัว

บ่อดินขุดใหม่

ต้องมีการวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดิน(ค่าpH)

บ่อดินเก่า

ควรมีการระบายน้ำออกก่อน โดยเฉพาะบริเวณก้นบ่อ ปรับปรุงบ่อส่วนที่ชำรุด

สาระน่ารู้การปรับสภาพดินเปรี้ยวสามารถทำได้โดย ใส่ปูนขาวลงในดิน การใส่ปูนขาวยังต้องขึ้นอยู่กับลักษณะของดินอีกด้วย เช่น ดินเหนียวต้องใช้ปูนขาวมากกว่าดินเหนียวปนทราย ดินทรายใช้ปูนขาวน้อยกว่าดินเหนียวปนทราย

เครื่องมือเครื่องใช้ประจำบ่อปลา

1.เครื่องสูบน้ำ มีหลายชนิดทั้งเครื่องสูบเครื่องยนต์ดีเซล และชนิดใช้กระแสไฟฟ้า ซึ่งจำเป็นแก่การถ่ายน้ำเสีย นำน้ำเข้าน้ำออก

2.อุปกรณ์ลำเลียงปลา ถุงพลาสติก กล่องกระดาษถังออกซิเจน

3.เครื่องมือจับปลา ได้แก่ อวน แห กระชอน เปลย้ายปลา เครื่องชั่ง ถังลำเลียงปลา

หลักการเลี้ยงปลา

1.การเลี้ยงปลาแบบชนิดเดียว หรือแบบเดียว หมายถึง การเลี้ยงปลาชนิดเดียวภายในบ่อเลี้ยง โดยมุ่งหวังผลผลิตสูง ซึ่งควรเลือกปลาที่มีราคาดี หรือมีตลาดรองรับ เช่น การเลี้ยงปลาดุกอุย ปลาดุกด้าน

การเลี้ยงปลาแบบนี้สะดวกต่อการดูแลรักษาคัดปลาจับส่งตลาด เพราะเป็นปลาชนิดเดียวกัน

2.การเลี้ยงปลาหลายชนิดหรือแบบรวม คือ การเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมในบ่อเดียวกัน หรือชนิดเดียวแต่มีขนาดต่างกัน และไม่มีอันตรายต่อกัน

ข้อดีของการเลี้ยงปลาแบบรวม สามารถใช้ประโยชน์ได้จากอาหารที่มีในบ่อปลาอย่างเต็มที่ สามารถทยอยจับปลาใหญ่ออกจำหน่ายได้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ทำให้ขายได้ราคาดี เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง

3.การเลี้ยงปลาแบบผสมผสาน ได้แก่ การเลี้ยงปลาผสมกับการปลูกพืช เช่น ปลูกข้าวพร้อมกับการเลี้ยงปลา เลี้ยงปลาในร่องสวนปลูกผลไม้ การเลี้ยงปลาผสมผสานกับการเลี้ยงเป็ดหรือสุกร การเลี้ยงปลาชนิดนี้เป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เช่น เศษอาหารที่ตกหล่นจากการเลี้ยงสัตว์ สามารถนำกลับมาใช้เป็นอาหารปลา

น้ำในบ่อปลาก็ถ่ายลงนาที่ปลุกข้าวแทนที่จะเทลงสู่แหล่งน้ำต่างๆ ซึ่งเป็นการใส่ปุ๋ยโดยไม่ต้องลงทุน

การคัดเลือกปลาที่จะเลี้ยง ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ

1.เลี้ยงง่าย สามารถกินอาหารธรรมชาติได้อย่างเต็มที่

2.โตเร็ว มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนจากอาหารที่กินมาเป็นเนื้อสูง

3.มีลูกดกและขยายพันธุ์ได้ หาพันธุ์มาเลี้ยงได้ง่าย การวางไข่หลายครั้ง เพาะพันธุ์ได้ง่าย

4.อดทน มีความทนทานสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี

5.สามารถเลี้ยงร่วมกับปลาอื่นได้ ไม่รบกวนซึ่งกันและกัน ควรเป็นปลาที่กินพืชหรือกินแพลงตอน

6.เนื้อมีรสดี ปลามีเนื้อรสชาติดี ปรุงอาหารได้ง่าย

7.มีตลาดจำหน่าย เพราะปลาบางชนิดมีตลาดแคบไม่เป็นที่นิยม

8.ได้ราคาดี ควรจะคุ้มค่าทุนที่เลี้ยงมา

ชนิดของปลา ซึ่งถ้าจำแนกตามตามนิสัยของการกินอาหารปลาสามารถจำแนกได้ ดังนี้

1.ปลาประเภทกินพืช ได้แก่ ปลาจีน ปลาหมอตาล ปลาตะเพียนขาว ปลาแรด ปลาไน ปลานิล ปลาจำพวกนี้ชอบกินอาหารที่เป็นพืช เช่น รำ ปลายข้าว แหนเป้ด เศษผัก หญ้าขน

ปลาประเภทนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 พวก คือ พวกที่กินพืชขนาดใหญ่ ได้แก่ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาเฉา ปลาตะเพียน และพวกปลากินพืชขนาดเล็ก ได้แก่ ปลาเล่ง ปลาซ่ง ปลาหมอตาล ปลานวลจันทร์น้ำจืด ปลายี่สกเทศ

2.ปลาประเภทกินเนื้อ ได้แก่ ปลาดุก ปลาบู่ ปลาช่อน สามารถแบ่งได้เป็น 3 พวก คือ พวกที่กินสัตว์ที่ตายแล้ว แต่ยังไม่เน่าเปื่อย เช่น ปลาดุกด้าน ปลาดุกอุย ปลาสวาย พวกที่กินแมลงเป็นอาหาร ได้แก่ ปลาเสือพ่นน้ำ ปลาไน ปลาหมอไทย ปลาเสือตอ

พวกที่กินเนื้อหรือลูกปลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้แก่ ปลาช่อน ปลาสะกุป ปลาไหลนา ปลาชะโด

3.ปลาประเภทกินตะไคร่น้ำ ปลาชนิดนี้จะกินตะไคร่น้ำ สาหร่าย และพืชสีเขียวเล็กๆ ได้แก่ ปลาลิ่น ปลาซ่ง ปลาสลิด ปลายี่สก

4.ปลาประเภทกินเนื้อและพืช ได้แก่ ปลาสวาย ปลายี่สก ปลาเทโพ

การจัดหาพันธุ์ปลามาเลี้ยง หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการจัดหาพันธุ์ปลามีดังนี้

1.ควรเป็นลูกพันธุ์ปลาที่มีขนาดความยาวตั้งแต่ 3-5 ซม. ควรจะให้มีขนาดตัวไล่เลี่ยกัน

2.ควรจัดหาจากแหล่งที่มีความเชื่อถือในคุณภาพของพัธุ์ปลา เช่น สถานีประมง

3.ลูกปลาที่นำมาควรมีลักษณะแข็งแรง ลำตัวมีรูปร่างปกติ สีสันสดใส ไม่มีบาดแผล ไม่เป็นโรค

การลำเลียงปลาและลูกพันธุ์ปลา

การลำเลียงพันธุ์ปลาสามารถลำเลียงด้วยถุงพลาสติกซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายสำหรับการลำเลียงปลาขนาดไม่มาก

น้ำที่ใช้บรรจุนั้น ควรเป็นน้ำที่สะอาดปราศจากคลอรีนหรือเป็นน้ำกรอง ควรเป็นน้ำที่มาจากแหล่งเดียวกันกับที่ไว้ขังปลาให้อดอาหารก่อนการลำเลียง เพราะปลายังไม่เคยชินกับน้ำใหม่ เวลาบรรจุหรือลำเลียงจะมีอาการชอคหรือตื่นเต้นผิดปกติ และอาจถึงตายได้ ปริมาณน้ำที่ใช้บรรจุนั้นควรมีขนาด 1/3-1/4 ของปริมาตรของถุง

ขั้นตอนในการลำเลียงลูกปลา ปฏิบัติดังนี้

1.ควรให้ลูกปลาอดอาหารอย่างน้อย 24 ชม. เพื่อให้อาหารที่มีอยู่ในกระเพาะได้ถูกใช้หมดก่อนที่จะถูกลำเลียง ในระยะที่ถูกขังให้อดอาหารนี้จะสังเกตได้ว่าปลาจะถ่ายออกมาเป็นจำนวนมาก

2.ควรคัดเลือกปลาขนาดเดียวกัน เพราะปลาที่อดอาหารมานั้นอาจแสดงอาการดุร้าย ทำร้ายตัวที่เล็กกว่า อาจถึงขั้นรุมกัดกินปลาที่ตัวเล็กกว่าเป็นอาหารไปเลย

3.นำลูกปลาลงถุงลำเลียง โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

ในระยะห่างเท่าๆกันจะสามารถบรรจุปลาตัวเล็กมาก อุณหภูมิของอากาศ หรือน้ำที่ต่ำกว่า บรรจุปริมาณลูกปลาขนาดเดียวกันได้มากกว่า

4.การอัดออกซิเจน ควรปล่อยก๊าซจากถังมาตามยางซึ่งจุ่มลงน้ำภายในถุง โดยปล่อยให้ฟองอากาศแทนที่อากาศภายในถุง 2 ใน 3 ส่วน ถึง 3 ใน 4 หรือ 4 ใน 5 ส่วน ของความจุของถุง

5.การวางถุงอัดออกซิเจน ควรวางตามแนวนอน เพื่อเพิ่มเนื้อที่ของปลามากขึ้น ในการขนส่งทางไกลนานควรหาทางลดอุณหภูมิหรือรักษาอุณหภูมิเพื่อให้ลูกปลาได้เคลื่อนไหวได้น้อยที่สุด เช่นใช้กล่องโฟมบรรจุถุงพลาสติก

ขอบคุณข้อมูลจาก:http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no20/aboutleangpla.html

หลักการจัดตู้ปลา

หลักการจัดตู้ปลา

องค์ประกอบของการจัดตู้ปลา

1.ตู้ปลา ที่นิยมมี 2 แบบ

1.1 แบบทรงกลม

1.2.ตู้ปลาแบบสี่เหลี่ยม ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ

1.2.1.ตู้ปลาแบบมีกรอบ เป็นตู้ปลาแบบรุ่นเก่าทำด้วยกรอบอลูมิเนียมใช้ชันอุดตามรอยรั่วกันน้ำรั่วซึม

1.2.2.ตู้ปลาแบบไม่มีกรอบ นำกระจกมาต่อกันโดยใช้กาาวซิลิโคนเป็นตัวประสานเข้าด้วยกัน

2.ฝาปิดตู้ปลา

ทำด้วยพลาสติก ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำและป้องกันฝุ่นละอองจากภายนอก

3.เครื่องปั๊มอากาศ

การใช้เครื่อง

1.ควรติดตังให้สูงกว่าตัวปลา เพื่อให้สะดวกในการดันอากาศ

2.การติดตั้งเครื่องปั๊มอากาศ ควรให้ห่างจากฝุ่นละออง เพราะฝุ่นละอองอาจทำให้เสียหายได้

อุปกรณ์ที่ติดมากับเครื่องปั๊มอากาศ

3.1.สายออกซิเจน ต้องหาและไม่มีรอยรั่ว

3.2.หัวทราย มีลักษณะเป็นทรงกลม มีรูพรุน ทำหน้าที่ให้อากาศเป็นฟองฝอยเล็กๆ เพื่อให้ออกซิเจน สามารถละลายน้ำได้ดี

3.3.ข้อต่อ เป็นตัวแยกอากาศจากเครื่องปั๊มไปในทิศทางที่ต้องการ

3.4.วาวล์ควบคุม ทำหน้าที่ควบคุมปริมาณอากาศที่ออกมาจากเครื่องปั๊มให้ออกมาตามความเหมาะสม

4.ระบบการกรองน้ำ มี 2 แบบ คือ

4.1.ระบบการกรองภายในตู้ปลา

4.1.1.แบบกรองน้ำใต้ทราย

ส่วนประกอบ

แผ่นกรอง ต้องเหมาะกับลักษณะของตู้ปลา มีรูพรุนเล็กๆ สูงจากพื้ตู้ประมาณ 2-3 ซ.ม.

ท่อส่งน้ำ ทำงานร่วมกับแผ่นกรอง สามารถปรับทิศทางของน้ำที่พ่นออกมาให้ได้ตามต้องการได้

สายอากาศ เป็นสายทางเดินอากาศที่ต่อมาจากท่อปั๊ม

ระบบการทำงาน

เครื่องปั๊มอากาศจะอัดอากาศส่งไปตามสายอากาศที่เชื่อมระหว่างเครื่องปั๊มอากาศกับหัวครอบแผ่นกรองใต้ทราย เมื่ออากาศถูกดันออกมาตามท่อส่งน้ำที่ถูกพ่นออกมาจะไหลเวียนเข้าไปอยู่ใต้แผ่นกรอง ขณะเดียวกันน้ำที่อยู่เหนือแผ่นกรองและพวกสิ่งสกปรกก็จะถูกดูดลงไปแทนที่ ทำให้น้ำใสสะอาดอยู่เสมอ

4.2.ระบบการกรองแบบกล่องใต้ตู้ ไม่เป็นที่นิยมมากนัก การทำงานคล้ายระบบการกรองน้ำใต้ทราย ต่างกันเพียงระบบการกรองจะมีกล่องแยกต่างหาก ภายในกล่องกรองจะใส่ใยแก้วและถ่านคาร์บอน ข้อดีก็คือ สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ด้วย

4.3.ระบบการกรองภายนอกตู้ปลา ประสิทธิภาพในการกรองจะเหนือกว่าระบบการกรองที่กล่าวมาแล้ว สามารถกรองเศษอาหารปลา มูลปลา กลิ่น สี ออกนอกตู้ปลาได้ดี อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่กรอง คือ ถ่านคาร์บอน และใยแก้ว

5.พันธุ์ไม้น้ำ หลักในการเลือกมีอยู่ 2 ประการ คือ

5.1.พิจารณาว่าพันธุ์ไม้พันธุ์นี้ชอบแสงสว่างหรือไม่

5.2.พิจารณาว่าพืชชนิดนี้มีความต้องการดินหรือกรวดในการยึดรากหรือไม่

6.กรวด เป็นวัสดุที่ตกแต่งให้ตู้ปลาดูเป็นธรรมชาติ กรวดที่ควรมีขนาด 3 มม. ไม่ควรละเอียดและหยาบเกินไป

7.น้ำ ควรใช้น้ำกรองหรือน้ำประปาที่ผ่านการกับไว้เพื่อให้คลอรีนระเหยออกไป

8.ตอไม้ ต้องเลือกตอไม้ชนิดแข็งเพราะ ถ้าใช้ตอไม้ชนิดอ่อนจะทำให้ตอไม้เปื่อยยุ่ยและเน่าได้ ซึ่งตอไม้มีประโยชน์ช่วยให้ทัศนียภาพสวยงามดูคล้ายธรรมชาติ

ก่อนที่จะนำตอไม้มาประดับตู้ปลาควรต้มน้ำยางที่ตกค้างอยู่ในเนื้อไม้ให้ออกเสียก่อน

9.เปลือกหอย สามารถตกแต่งทัศนียภาพในตู้ปลาของคุณให้ดูเป็นธรรมชาติ ก่อนที่จะนำมาประดับตู้ปลานั้นขอแนะนำให้นำมาแช่น้ำเพื่อให้ความเค็มหายไปเสียก่อน

10.สิ่งประดิษฐ์บางชนิด

แผ่นภาพวิว จะประกอบด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด

หุ่นพลาสติก อย่าใช้หุ่นพลาสติกที่สีสามารถตกหรือลอกเป็นอันขาดเชียวนะ เพราะอาจทำอันตรายแก่ปลาน้อยๆที่น่ารักของคุณได้

ปลาเป็นสิ่งมีชีวิตนะครับ เมื่อจะเลี้ยงแล้วก็ต้องดูแลกันดีๆนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก:http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/st2545/4-5/no20/kanjadtopla.html